Serie
Matrix 5870 Platinum
Company
Matrix 5870 Platinum
Launch Date
31-08-2010
Launch Price
19,140 Baht
เมื่อพูดถึงหนึ่งในการ์ดกราฟิกที่ได้รับความนิยมในปัจจุบันนั้น หนึ่งในชื่อที่จะต้องโผล่ขึ้นมาในหัวของท่านทั้งหลายต้องมีชื่อของ Radeon HD5870 เป็นแน่ เนื่องด้วย AMD นั้นเป็นบริษัทแรกที่นำการ์ดกราฟิกที่รองรับ DirectX 11 และ Shader Model 5.0 ออกวางจำหน่ายเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งได้รับเสียงตอบรับไปในทางบวกค่อนข้างมาก เนื่องด้วยประสิทธิภาพที่เหลือเฟือ กอปรกับราคาที่เรียกได้ว่าสมเหตุสมผล ตลอดจนตัวชิพเองนั้นมีอัตราการใช้พลังงานที่ไม่มากเกินไป จึงทำให้ความร้อนที่เกิดขึ้นขณะใช้งานไม่มากจนเกินไปด้วย จึงทำให้การ์ด Radeon HD5870 ตัวนี้นั้นยังคงอยู่ในอับดับต้นๆ ของการ์ดกราฟิกยอดนิยมในปัจจุบัน
ทว่า ส่วนใหญ่แล้ว การ์ดกราฟิกที่ชิพดังกล่าวที่ขายบ้านเราปัจจุบันนั้นจะเป็นการ์ดต้นแบบจากโรงงานซะเป็นส่วนมาก ซึ่งน้อยค่ายนักที่จะนำตัวการ์ดมาใส่ออพชั่นต่างๆ หรือนำการโอเวอร์คล็อกเพิ่มเติม เนื่องด้วยอาจเห็นว่าไม่มีความจำเป็น หรือกลัวการ์ดจะร้อนเกินไปก็เป็นได้ แต่นั่นไม่ใช่ปัญหากับผู้ผลิตรายใหญ่อย่าง ASUS ซึ่งประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากกับการออกแบบการ์ดกราฟิกที่เป็นเอกลักษณ์ และมีคุณสมบัติพิเศษที่หาไม่ได้ในการ์ดยี่ห้ออื่น และสำหรับการ์ด ASUS Matrix 5870 Platinum ที่ผมจะนำมารีวิวให้ได้ดูกันในวันนี้นั้นก็มีเอกลักษณ์พิเศษแบบเฉพาะให้สมกับชื่อด้วยเช่นกัน เพราะนอกจากตัวการ์ดจะได้รับการโอเวอร์คล็อกความเร็วในส่วนชิพจีพียูแล้ว ตัวการ์ดยังมีแรมมาให้มากถึง 2GB ด้วยกัน นอกจากนั้นยังมีชิพ ASUS Super Hybrid Engine ซึ่งจะเร่งประสิทธิภาพของจีพียูไปมากถึง 19% และในขณะเดียวกันก็ลดเสียงรบกวนด้วยระบบ Extreme Cooler ซึ่งจะทำให้ตัวชิพนั้นเย็นมากขึ้นถึง 13% อีกทั้งยังมี Probelt เช่นเดียวกับเมนบอร์ดรุ่นสูงๆ ของทางบริษัทที่ผู้ใช้งานสามารถใช้มัลติมีเตอร์ในการวัดไฟของจีพียู หน่วยความจำ และบัส PCIe ได้เลย ไม่ธรรมดาจริงๆ ครับ แบบนี้
Gallery
ภาพบนเป็นกล่องบรรจุภัณฑ์ครับ จะเห็นได้ว่าการ์ดตัวนี้เป็นหนึ่งในสินค้าตระกูล Republic of Gamers (RoG) ของทางบริษัท ซึ่งรับประกันได้ถึงความแรงและความสามารถอันล้นเหลือ
ตัวกล่องสามารถเปิดออกแบบมาได้ดังภาพครับ ซึ่งพอเปิดออกมาแล้วก็จะเห็นคำบรรยายคุณสมบัติต่างๆ ของการ์ดตัวนี้อย่างครบถ้วน
และนี่คือภาพของตัวการ์ดแบบเต็มๆ ครับ ดูสวยงามมากเลยทีเดียว ดูเผินๆ แล้วอาจคิดว่าเป็นการ์ดธรรมดาๆ จากโรงงาน AMD แต่หารู้ไม่ว่าภายใต้หน้าตากันเรียบง่ายนี้นั้นเต็มไปด้วยพิษสงและเขี้ยวเล็บอย่างล้นเหลือ
พอร์ตต่างๆ ของตัวการ์ดนั้นประกอบไปด้วย DVI, HDMI และ DisplayPort อย่างะหนึ่งช่องครับ นอกจากนั้นแล้วเราจะเห็นปุ่ม Safe Mode ซึ่งมีไว้ใช้คืนค่าต่างๆ ให้เป็นไปตามค่าเดิมที่ตั้งมาจากโรงงาน
พัดลมระบายความร้อนจากตัวการ์ด
ตัวการ์ดต้องการไฟเพิ่มจากหัวจ่ายไฟแบบ 8 พินเพิ่มสองหัวครับ
Probelt ด้านหลังตัวการ์ดที่สามารถนำมัลติมีเตอร์มาต่อวัดไฟต่างๆ ได้เลย
ดูกันให้ชัดๆ กับสภาพด้านหลังของตัวการ์ดที่ได้รับการเก็บงานมาอย่างพิถีพิถันมาก
ที่พิเศษไปกว่านั้นคือข้างๆ ตัวการ์ดนั้นจะมีไฟ LED ส่องแสงตามระดับจำนวนงาน (Workload) ของตัวการ์ดด้วยครับ ซึ่งจะแบ่งเป็น 5 ห้าระดับซึ่งแทนด้วยสีห้าสีครับ ได้แก่ สีเขียวแทนในระดับ Safe Mode, สีฟ้าอ่อนแทนในระดับ Light Loading, สีฟ้าเข้มแทนในระดับ Medium Loading, สีม่วงแทน Heavy Loading และ สีแดงแทนระดับ Extreme Loading ซึ่งเป็นระดับสูงสุดครับ
ของแถมที่มีมาให้ด้วยครับ
Spec Test
ภาพบรรยากาศในการทดสอบ
CPU: Intel Core i7 Extreme 965 3.2GHz
Mainboard: Gigabyte EX58-UD4P
RAM: 6GB DDR3 Tripple Channel
Graphic Card: ASUS Matrix 5870 Platinum with Catalyst Driver 10.7
Power Supply Unit: Thermaltake Toughpower 750W
OS: Windows 7 Ultimate x64
CPU-Z
GPU-Z
Performance Test
3DMark 2006
3DMark Vantage
S.T.A.L.K.E.R.: Call of Pripyat Benchmark Program
สำหรับผลการทดสอบกับโปรแกรม 3D Benchmark ทั่วๆ ไปนั้นก็เป็นไปตามคาด กล่าวคือ ผลการทดสอบกับทั้งสามโปรแกรมนั้น ตัวการ์ดสามารถทำคะแนนไปได้ใกล้เคียงกับตัวการ์ดที่ใช้ชิพเดียวกันตัวอื่นๆ มาก ผลคะแนนที่ได้มานั้นแทบจะไม่แตกต่างอะไรเลย ถึงแม้ตัวการ์ดจะมีแรมมาให้มากถึง 2GB ก็ตาม ซึ่งก็พอจะสามารถสรุปในเบื้องต้นได้คร่าวๆ ว่า ปริมาณของการ์ดกราฟิกนั้นไม่มีผลอะไรกับประสิทธิภาพเวลาเล่นเกมมากนัก แต่จะไปเห็นผลจริงๆ ก็ต่อเมื่อใช้งานร่วมกับมอนิเตอร์หลายจอที่มีความละเอียดสูงๆ ครับ
Crysis Warhead
Far Cry 2
Just Cause 2
Lost Planet 2
Mafia II
Resident Evil 5
สำหรับผลการทดสอบกับเกมสามมิติจริงๆ นั้นก็เช่นเดียวกันที่ตัวการ์ดสามารถทำค่า fps ไปได้ใก้ลเคียงกับการ์ดที่ใช้ชิพเดียวกันมาก ภายใต้สภาวะแวดล้อมเหมือนๆ กัน แต่ที่อยากจะขอกล่าวเพิ่มเติมในที่นี้คือเกม Lost Planet 2 ที่เพิ่งออกตัวเดโม Benchmark ออกมาในช่วงที่ผมได้รับการ์ดตัวนี้มาทดสอบพอดี โดยจากในกราฟนั้นจะเห็นได้ว่าตัวโปรแกรมจะแบ่งการทดสอบเป็น Plan A และ B ซึ่งผมได้ทำการทดสอบโดยใช้การเรนเดอร์แบบ DirectX 11 ทั้งคู่ แต่จุดต่างของทั้งสองแพลนก็คือใน Plan A นั้นจะวัดประสิทธิภาพเกมการเล่นจริงๆ และภาพจริงๆ ที่ผู้เล่นจะเห็นได้จากตัวเกมที่จะออกมา แต่ Plan B นั้นจะเป็นเหมือนกับการแสดงศักยภาพของเอนจิ้นเกมเองมากกว่า ซึ่งหมายความง่ายๆ ว่าเวลาเล่นเกมจริงๆ นั้น ภาพที่ได้จะไม่โหด และกินทรัพยากรเครื่องมากขนาดนั้น โดยเป้าประสงค์ของ Plan B นั้นคือจะเป็นการเร่งประสิทธิภาพของเครื่องให้ออกมามากที่สุดนั่นเองครับ และที่น่าแปลกคือ ถ้าอ้างอิงตามที่ผู้พัฒนาระบุมาแล้ว ค่า fps ที่ได้จาก Plan B นั้นน่าจะน้อยกว่า Plan A มาก เพราะกินแรงเครื่องมากกว่า แต่ผลการทดสอบกับการ์ดตัวนี้นั้นกลับกลายเป็นว่าค่า fps ที่ได้จาก Plan B นั้นแทบไม่ต่างกับ Plan A เลย แถมเร็วมากกว่านิดหน่อยด้วยซ้ำ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพอันยอดเยี่ยมของการ์ดตัวนี้ได้เป็นอย่างดี
Tessellation
สำหรับการทดสอบในส่วนนี้นั้นเป็นของใหม่ที่ผมจะใช้กับการทดสอบกราฟฟิกการ์ดที่รองรับ DirectX 11 และ Tessellation ทุกการ์ดที่ได้รับมาทดสอบจากทั้งสองค่าย โดยกราฟฟิกการ์ดของ ATI ที่รองรับคุณสมบัติดังกล่าวก็คือซีรีย์ 5000 ส่วนของ NVIDIA นั้นก็เป็นซีรีย์ 400 ที่ต้องขอแยกออกมานั้นก็เนื่องจาก Tessellation เป็นคุณสมบัติที่เรียกได้ว่าสามารถปฏิวัติการเรนเดอร์ภาพสามมิติภายในเกมให้ได้มีความใกล้เคียงกับภาพยนตร์ CG เข้าไปทุกทีๆ และบริโภคทรัพยากรของกราฟฟิกการ์ดแบบสุดๆ ตลอดจนทั้ง ATI และ NVIDIA นั้นต่างก็ใช้คุณสมบัติตรงนี้เป็นจุดขายของตนเป็นหลัก
แต่ Tessellation คืออะไรกันล่ะ? อธิบายง่ายๆ ก็คือเป็นกระบวนการเพิ่มรายละเอียดของวัตถุสามมิติภายในฉากในระดับ Real-Time นั่นเอง หรือพูดอีกนัยหนึ่งนั่นก็คือมันเป็นการเพิ่มจำนวนโพลีกอนให้กับวัตถุสามมิติในฉากโดยใช้กระบวนการแบ่งพื้นผิวของวัตถุให้เป็นโพลิกอนย่อยๆ รูปสามหรือสี่เหลี่ยม ซึ่งเป็นลักษณะรูปทรงของโพลิกอนที่ฮาร์ดแวร์คอมพิวเตอร์สามารถประมวลผลได้ง่าย และด้วยความที่คุณสมบัติ Tessellation ติดมากับ DirectX 11 นั้นจึงทำให้ผู้พัฒนาเกมสามารถนำไปใช้งานได้อย่างสะดวก โดยไม่ต้องเสียเวลามากมายกับการเรียนรู้ API ใหม่ และยังไม่ต้องกังวลด้วยว่าพอทำออกมาแล้วจะใช้ได้กับกราฟฟิกการ์ดจากค่ายใดค่ายหนึ่งหรือไม่ เนื่องด้วย DirectX นั้นเป็น API กลางที่ไม่ว่ากราฟฟิกการ์ดจากค่ายใดก็สามารถนำคุณสมบัตินี้ไปใช้งานได้ครับ
Unigine Heaven Benchmark 2.0
ภายในตัว Unigine Heaven 2.0 นั้นอนุญาตให้ผู้ใช้งานสามารถปรับระดับของการใช้ Tessellation ได้ 4 ระดับด้วยกันคือ off, moderate, normal และ extreme แต่ในการทดสอบนั้นผมจะใช้ normal กับ extreme เพื่อเปรียบเทียบกัน
สำหรับผลการทดสอบกับโปรแกรม Unigine Heaven Benchmark 2.0 นั้นก็เป็นไปตามคาดอีกเช่นกันที่ตัวการ์ดสามารถทำค่า fps ไปได้ไม่ต่างจากการ์ดที่ใช้ชิพเดียวกันเลย
Stone Giant Demo
โปรแกรมตัวที่สองและตัวสุดท้ายที่จะใช้ในการทดสอบ Tessellation ภายใน DirectX 11 นั่นก็คือ Stone Giant Demo ครับ ซึ่งเป็น Tech Demo ที่ได้รับการพัมนาโดยสองบริษัทสัญชาติสวีเดนคือ BitSquid และ Fatshark ซึ่งตัวโปรแกรมมีคุณสมบัติเด่นๆ ดังนี้
• Highly parallel, data oriented design
• Support for all new DX11 GPUs, including the NVIDIA GeForce GTX 400 Series and AMD Radeon 5000 series
• Compute Shader 5 based depth of field effects
• Dynamic level of detail through displacement map tessellation
• Stereoscopic 3D support for NVIDIA 3dVision
แต่ที่ทาง BitSquid เน้นย้ำเป็นพิเศษภายในตัว Tech Demo นี้ก็คือ Tessellation นั่นเอง โดยวัตถุแทบทุกชิ้นภายในตัว Tech Demo ตัวนี้จะได้รับการ tessellate เกือบทั้งหมด ผลที่ได้ก็คือภาพกราฟฟิกที่มีความสวยงามสมจริง แต่ก็บริโภคทรัพยากรเครื่องมากเหมือนกัน
ซึ่งก็เช่นเดียวกับโปรแกรม Stone Giant Demo ที่ค่า fps ยังเท่าเดิม
Aliens vs Predator D3D11 Benchmark
สำหรับตัวโปรแกรม Benchmark ตัวนี้ทางผู้พัฒนาได้นำเอนจิ้นมาจากเกมในชื่อเดียวกันที่เพิ่งจะออกมาเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ซึ่งก็เป็นที่รู้กันในวงการว่าเกม Aliens vs Predator เวอร์ชั่นปี 2010 นี้เป็นเกมแรกๆ ที่ใช้คุณสมบัติ Tessellation และคุณสมบัติอื่นๆ ใน DirectX 11 ได้ดีมากเกมหนึ่ง สำหรับการทดสอบตัวนี้ผมจะใช้การตั้งค่าดังนี้นะครับ:
* Resolution: 1920x1080
* Texture Quality: High
* Shadow Quality: High
* Anisotropic Filtering: 16
* Screen Space Ambient Occlusion: On
* Vertical Sync: Off
* DX11 Tessellation: On
* DX11 Advanced Shadow Sampling: On
* DX11 Anti-Aliasing (MSAA): Level 1
และก็เช่นเดียวกับโปรแกรม Aliens vs Predator D3D11 ครับที่คะแนนที่ได้รับนั้นยังคงเท่าเดิม
Compute
ส่วนนี้ก็เป็นอีกหนึ่งในการทดสอบที่จะเพิ่มเข้ามา โดยจะเน้นไปที่การทดสอบ Compute หรือการให้จีพียูประมวลผลแอพพลิเคชั่นต่างๆ แทนที่ (หรือช่วย) ซีพียูนั่นเอง ซึ่งลักษณะการทำงานแบบนี้มีชื่อเรียกเต็มๆ ว่า General-purpose computing on graphics processing units (GPGPU) โดยแต่เดิมนั้นเรามักจะรับรู้กันว่าชิพกราฟิกมีไว้ใช้สำหรับประมวลผลเกี่ยวกับกราฟฟิกเท่านั้น แต่ด้วยแนวคิด GPGPU นี้จะช่วยให้โปรแกรมเมอร์เขียนคำสั่งในการเรียกใช้ชิพจีพียูในการคำนวณด้านอื่นๆ ที่ไม่ใช่กราฟฟิกได้ด้วย
แต่ข้อเสียของเทคนิค GPGPU มีอยู่ว่าแอพพลิเคชั่นที่มักจะเรียกใช้ความสามารถตรงนี้ส่วนใหญ่จะเป็นในระดับองค์กรใหญ่ๆ เท่านั้น ส่วนในระดับผู้บริโภคอย่างเราๆ ท่านๆ ก็มักจะไม่ได้ใช้คุณสมบัติตรงจุดนี้กันเท่าไรด้วยเหตุผลหลักสองประการ อันแรกคือมีผู้พัฒนาโปรแกรมน้อยรายที่สนใจจะนำคุณสมบัตินี้ไปใช้งานเนื่องจากผู้บริโภคทั่วไปไม่มีความจำเป็นในการใช้กำลังของระบบในการคำนวณอะไรมากมายอยู่แล้ว และอันดับสองคือไม่มี API ที่เป็นมาตรฐาน (NVIDIA มี CUDA ส่วน ATI มี Stream เป็นต้น) ต่างฝ่ายต่างแย่งลูกค้ากันไปแถมยังสร้างความสับสนให้กับผู้พัฒนาโปรแกรมอีกด้วย (เพราะไม่รู้จะอยู่สีไหนดี) แต่ด้วยการมาถึงของ OpenCL และ DirectCompute ที่มีอยู่ใน DirectX 11 นั้นก็ช่วยให้ปัญหาข้อสองคลี่คลายไปได้บ้าง เนื่องจากเป็นมาตรฐานกลางที่กราฟฟิกการ์ดรุ่นใหม่ไม่ว่าจะค่ายไหนต่างก็รองรับทั้งสิ้นเพราะฉะนั้นแล้วการทดสอบในส่วนนี้ผมจะแยกย่อยเป็น OpenCL และ DirectCompute นะครับ
OpenCL
สำหรับการวัดประสิทธิภาพของ OpenCL นั้นผมจะใช้ GPU Caps Viewer utility ในการทดสอบ โดยภาพที่เห็นด้านล่างนั้นเจ้าโดนัทสีแดงจะได้รับการวาดขึ้นรูปโดยใช้ OpenGL และถัดมาจะเป็นหน้าที่ของ OpenCL shader ที่จะลงรายละเอียด post-processing ตามไปอีกทีหนึ่ง
ถึงแม้การเล่นเกมจะไม่เป็นสองรองคู่แข่งเท่าใดนัก แต่การประมวลผลด้านอื่นๆ นั้นผมคิดว่าทาง AMD ยังอาจต้องปรับปรุงอีกพอสมควร เพราะจากการทดสอบเรนเดอร์ OpenCL เบื้องต้นนั้นยังรั้งท้ายคู่แข่งอีกมาก
DirectCompute
DirectCompute นั้นก็เป็นอีกหนึ่ง API ที่น่าสนใจที่ติดมากับ DirectX 11 ด้วย ซึ่งจะอนุญาตให้ผู้พัฒนาโปรแกรมสามารถใช้ประโยชน์ของจีพียูหลายๆ แกนที่มีอยู่ในชิพกราฟฟิกในการประมวลผลต่างๆ ได้นอกเหนือจากกราฟฟิกเช่น การเล่นวิดีโอความละเอียดสูง หรือการเข้ารหัสวิดีโอประสิทธิภาพสูงให้มีความรวดเร็วขึ้น
ส่วนผู้ที่มีกราฟฟิกการ์ดไว้สำหรับเล่นเกมอย่างเดียวก็จะได้รับประโยชน์จาก DirectCompute นี้เช่นเดียวกัน (ถ้าผู้พัฒนาเกมเลือกที่จะใช้) เข่นรายละเอียดของหมอกจางๆ และควันที่จะมีความสมจริงมากขึ้น, ลูกเล่น DOF ภายในเกม รวมทั้งรายละเอียดทางด้านฟิสิกส์, ระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI)ที่ดีขึ้น แต่กินแรงซีพียูน้อยลง เป็นต้น
สำหรับการวัดประสิทธิภาพของ DirectCompute นั้นผมจะใช้โปรแกรม ComputeMark ในการทดสอบคะแนนที่ได้จะเป็นอย่างไรดูได้ที่ภาพล่างเลยครับ
แต่สำหรับผลคะแนนที่ได้จากการทดสอบ ComputeMark นั้นต้องเรียกได้ว่าประทับใจมากจริงๆ เพราะตัวการ์ดสามารถทำคะแนนนำคู่แข่งไปได้อย่างฉลุย
Temperature
สำหรับการทดสอบอุณหภูมินั้น เช่นเคยที่ผมจะใช้โปรแกรม FurMark ในการทดสอบ โดยเปิดค้างไว้ 10 นาที ซึ่งผลปรากฏว่าในชณะ idle ตัวการ์ดมีอุณหภูมิที่ 58 องศาเซลเซียส และที่ Full Load จะอยู่ที่ 82 องศา ซึ่งก็ไม่จัดว่าร้อนเกินไปนัก
สรุป
หลังจากที่ทดสอบการ์ดตัวนี้มาสักระยะหนึ่งนั้นก็คงต้องบอกว่าผู้ที่จะสามารถใช้การ์ดตัวนี้ได้อย่างคุ้มค่าก็คงจะเป็นผู้ที่ชอบการโอเวอร์คล็อกการ์ดกราฟิกมากเป็นพิเศษ เพราะเมื่อพิจารณาจากคุณสมบัติของตัวการ์ดที่เพิ่มเติมมานั้นจะเห็นว่าทาง ASUS ได้เอาใจขาฮาร์ดคอร์มากเป็นพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นการระบายความร้อนที่ได้รับการออกแบบใหม่ หรือระบบ Probelt ที่ผู้ใช้สามารถวัดแรงดันไฟได้จากภายนอกตัวการ์ดเลย ตลอดจนสีสันเล็กๆ น้อยๆ อย่างไฟข้างๆ ตัวการ์ด ที่จะคอยบอกว่าผู้ใช้กำลังใช้การ์ดกราฟิกในระดับไหน รวมทั้งซอฟแวร์ iTracker 2 ที่จะคอยตรวจสอบสภาพแรงดันไฟของชิ้นส่วนต่างๆ ภายในตัวการ์ดได้อย่างสะดวก และถึงแม้ทางด้านประสิทธิภาพนั้น ตัวการ์ดอาจไม่มีอะไรโดดเด่นมากนัก เพราะผลการทดสอบแทบไม่ต่างกับการ์ดที่ใช้ชิพเดียวกันตัวอื่นๆ เลย ถึงแม้จะพกแรมมามากถึง 2GB ก็ตาม แต่จะว่าไปแล้ว นี่ก็นับว่าสุดๆ แล้วของชิพ Radeon HD5870 นี้ นอกจากนั้นต้องไม่ลืมว่าผู้ที่จะได้รับประโยชน์จากปริมาณแรมที่มากขึ้นนั้นต้องเป็นพวกเกมเมอร์ฮาร์ดคอร์ที่ใช้งานแบบต่อจอมินิเตอร์หลายจอเท่านั้น ซึ่งก็เป็นกลุ่มเป้าหมายของสินค้าในตระกูล RoG อยู่แล้ว จึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรถ้าผู้ใช้งานทั่วๆ ไปอาจคิดว่าการ์ดตัวนี้อาจมีราคาแพงไปบ้าง แต่ถ้าท่านเป็นขาฮาร์ดคอร์ตัวจริงกระเป๋าหนักอยู่แล้ว ผมว่าราคาคงไม่ใช่ปัญหาสำหรับท่านแน่ ใช่มั้ยครับ?
เรื่อง: falcon_mach_v
www.i3.in.th
ราคาโดยประมาณ : 19,140 บาท
ผู้ผลิต:
ASUSTeK Computer Inc.
ตัวแทนจำหน่าย:
บริษัท Dcomputer โทร 02-697-5550
บริษัท อไลน์เอินซ์ แอนด์ ลิงค์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด โทร. 02-685-8800
บริษัท ซินเน็ค (ประเทศไทย) จำกัด โทร. 02-553-8888
ขอขอบคุณ:
บริษัท อัสซุสเทค คอมพิวเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ที่เอื้อเฟื้ออุปกรณ์ในการทดสอบครั้งนี้