Serie
Radeon HD5970
Company
Radeon HD5970
Launch Date
25-04-2010
Launch Price
22,000 Baht
*28 / 04 / 2553 แก้ไขคะแนนในส่วนของ Tessellation - Stone Giant
สวัสดีครับ กลับมาพบกันอีกครั้งกับการรีวิวกราฟฟิกการ์ดจากค่ายแดง ATI หลังจากที่รีวิวแต่ค่ายเขียวมานาน ในวันนี้ผมได้รับกราฟฟิกการ์ดจากผู้ผลิต Manli ภายใต้ชื่อ Manli Radeon HD5970 มาทำการรีวิวแบบสุดยอดกัน ใช่แล้วครับกราฟฟิกการ์ดตัวนี้มาพร้อมกับจีพียูคู่ และแรมโดยรวมทั้งหมด 2GB ด้วยกัน ความสามารถที่เหลือนั้นก็เหมือนๆ กับการ์ดในซีรีย์ Radeon HD 5xxx ตัวอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นคุณสมบัติในการทำ Tessellation และ DirectX 11 มาดูกันเลยดีกว่าครับว่าตัวการ์ดจะแรงสมราคาของมันหรือเปล่า
Specification
ก่อนที่จะไปพบกับตัวการ์ดจริงๆ นั้นผมขอกล่าวถึงข้อมูลทางเทคนิคของตัวการ์ดกันก่อนล่ะกัน โดยเมื่อช่วงราวๆ เกือบ 2 ปีมาแล้วทาง ATI ได้ออกการ์ด Radeon HD 4870 X2 ซึ่งเป็นแบบจีพียูคู่ โดยจะว่าไปในตอนนี้มันก็ยังคงเป็นหนึ่งในกราฟฟิกการ์ดที่เร็วและแรงที่สุด เพียงแต่ว่าเทคโนโลยีอาจจะล้าสมัยไปบ้าง แต่ขอให้ลืมการ์ดตัวดังกล่าวไปได้เลยครับ เพราะเจ้า Radeon HD5970 ตัวที่จะนำมารีวิวในวันนี้นั้นแรงชนิดที่เรียกได้ว่าเหลือเชื่อเลยทีเดียว แต่หลายๆ ท่านอาจสงสัยว่าเจ้า Radeon HD5970 แท้จริงแล้วมันคืออะไรกันแน่?
คำตอบง่ายๆ ก็คือมันเป็นการ์ดที่ใช้ชิพ RV870 ที่อยู่ใน Radeon HD 5870 สองตัววางบนแผง PCB เดียวกันโดยก่อนหน้าที่การ์ดตัวนี้จะวางตลาดเมื่อราวเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้วนั้นได้มีข่าวออกมาว่าทาง ATI จะปล่อย Radeon HD 5870 X2 ออกมา ซึ่งต่อมาก็ได้เปลี่ยนชื่อเป็น Radeon HD5970 ในปัจจุบันนั่นเอง
โดยทั่วไปแล้ว จำนวนทรานซิสเตอร์ที่อยู่ภายในชิพจีพียูนั้นมักจะใช้เป็นตัวระบุว่ากราฟฟิกชิพนั้นๆ จะมีประสิทธิภาพมากเพียงใด ยกตัวอย่างเช่นชิพ Radeon HD 4870 มีจำนวนทรานซิสเตอร์ทั้งหมด 956 ล้านตัว แต่ชิพ RV870 นั้นมีจำนวนทรานซิสเตอร์ถึง 2.15 ล้านล้านตัวบน die ของจีพียู
ชิพ RV870 แต่ละตัวที่อยุ่ภายใน Radeon HD5970 นั้นประกอบไปด้วย Shader Processors ทั้งหมด 1600 ตัว จำนวน ROPs นั้นเพิ่มขึ้นจาก 16 เป็น 32 และจำนวน Texture Units อยู่ที่ 80 ตัว ก็อย่างที่เห็นกันไปแล้วนะครับ นี่แค่เป็นชิพเดียวเท่านั้น แต่เจ้า Radeon HD5970 นั้นมีมาให้สองตัวด้วยกัน...
เอาล่ะทีนี้มาดูรายละเอียดของ Radeon HD5970 กันบ้าง โดยสิ่งที่ทาง ATI ทำกับกราฟฟิกการ์ดตัวนี้นั้นคือนำชิพ RV870 ที่ได้กล่าวไปแล้วสองตัวมาวางแปะไว้บน PCB เดียวกัน โดยระหว่างชิพ RV870 สองตัวนั้นทาง ATI ได้นำชิพ bridge (PLX) วางไว้เพื่อเป็นตัวกลางในการสื่อสารระหว่างชิพทั้งสองตัว ถึงแม้ว่าทาง ATI จะโฆษณาว่าการ์ด Radeon HD5970 เป็นการ์ดเดี่ยว แต่เอาเข้าจริงๆ แล้วจีพียูทั้งสองตัวนั้นจะได้รับการเชื่อมต่อเพื่อทำงานร่วมกันผ่านทางชิพ bridge และทำงานในรูปแบบ Crossfire ครับ (ลักษณะการทำงานเหมือนกับการที่เรานำการ์ดที่มีสเปคเหมือนกันมาต่อเข้ากับสล็อต PCIe 2 ช่องแล้วเชื่อมกันด้วย Crossfire Bridge นั่นเอง) นอกจากนั้นการ์ดตัวนี้ยังได้รับการโฆษณาว่ามีแรมทั้งหมด 2GB แต่เอาจริงๆ ในลักษณะการทำงานนั้นชิพจีพียูทั้งสองตัวไม่สามารถแชร์ framebuffer ร่วมกันได้ เพราะฉะนั้นชิพจีพียูแต่ละตัวจะสามารถเข้าถึงแรมได้เพียง 1GB เท่านั้น
เครดิต - Guru3D
จากกราฟด้านบนนั้นจะเห็นว่า การที่ทาง ATI นำจีพียูสองตัวมาไว้บนการ์ดเดียวกันนั้นจะมีการบริโภคพลังงานอย่างมหาศาล เพราะฉะนั้นแล้วเพื่อเป็นการแก้ไขปัญหานี้การ์ด Radeon HD5970 ทั้งหมดจะถูกลดสัญญาณนาฬิกาลงเป็น 725MHz เมื่อเทียบกับ Radeon HD5870 และความเร็วสัญญาณนาฬิกาจะลดลงมาที่ 1000MHz (Effective 4000MHz) แต่ก็ได้รับการชดเชยมาด้วยจำนวน Stream Processors ที่มากถึง 3200 ตัวเนื่องด้วยมีสองจีพียู นอกจากนั้นการบริโภคพลังงานในขณะ idle จะอยู่ที่ 42W และในขณะ Full Load จะอยู่ที่ 294W
นอกจากนั้นทาง ATI ยังได้โฆษณาความสามารถของการ์ดตัวนี้ด้วยว่าได้รับการปลดล็อคมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งหมายความว่าผู้ใช้งานสามารถทำการโอเวอร์คล็อกได้อย่างเต็มที่ แต่นั่นก็ต้องแลกมากับการบริโภคไฟที่มากขึ้น แต่ถ้าท่านผู้อ่านท่านใดไม่มีปัญหาตรงจุดนี้ก็สามารถเร่งความเร็วสัญญาณนาฬิกาไปได้ตามสะดวกครับ โดยผมทราบมาว่าการ์ดตัวนี้สามารถเร่งความเร็วสัญญาณนาฬิกาในส่วนของจีพียูไปได้จากเดิมที่ 725Mhz ไปเป็น 1000Mhz ได้อย่างไม่ยากเย็นเลย
Gallery
ภาพกล่องของตัวการ์ดครับ ยังคงมาในรูปแบบกล่องสีดำมันพร้อมหูหิ้วเช่นเดิม
และนี่คือการ์ดแบบเต็มๆ ครับ จะเห็นได้เลยว่ามีความยาวมากเป็นพิเศษถึงกว่า 12 นิ้วด้วยกัน (หนึ่งไม้บรรทัดพอดี) ซึ่งผู้ใช้งานอาจต้องมีเคสแบบ Full Tower ถึงจะสามารถใส่การ์ดตัวนี้ไปได้อย่างไม่ยากเย็นนัก แต่ภายในของมันนี่สิประกอบไปด้วยชิพ RV870 2 ตัวที่ความเร็วตัวละ 725MHz ส่วนแรมก็เป็นแบบ 1GB GDDR5 ต่อตัว รวมเป็น 2GB ด้วยกัน ที่ความเร็วสัญญาณนาฬิกาที่ 1000MHz (Effective ที่ 4000MHz) ไม่ต้องบอกก็คงพอเดากันได้ว่าความเร็วของมันนั้นจะสุดยอดขนาดไหน
สำหรับระบบระบายความร้อนของตัวการ์ดนั้นจะแบ่งออกเป็นสองส่วนด้วยกันคือรูด้านท้ายของตัวการ์ดสองรูที่เอาไว้ใช้ดูดอากาศเข้า (ภาพบน) แล้วค่อยปล่อยลมร้อนออกมาทางพัดลมระบายความร้อนที่ด้านบนของตัวการ์ด (ภาพล่าง) แต่อย่างไรก็ตามความร้อนที่เกิดขึ้นในขณะทำงานนั้นก็ยังถือว่าร้อนเอามากๆ เอามือไปแตะบริเวณขอบการ์ดแทบไม่ได้เลยครับ เพราะร้อนจริงๆ ฉะนั้นแล้วต้องอย่าลืมทำระบบระบายอากาศภายในตัวเคสของท่านให้ดีๆ นะครับ
เมื่อเราพลิกด้านหลังของตัวการ์ดเอาจะเห็น backplate สองอันด้วยกัน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงตำแหน่งของชิพจีพียูแต่ละตัว อ้อ แล้วอย่านำมือของท่านไปแตะด้านหลังของตัวการ์ดแถวนี้นะครับ เพราะร้อนมาก
ด้วยค่า TDP ที่มากถึง 294W นั้นก็ไม่แปลกใจที่ตัวการ์ดจะต้องการหัวจ่ายไฟเพิ่มเติมแบบ 8 พินหนึ่งหัว และแบบ 6 พินหนึ่งหัว โดยตัวบัส PCIe นั้นสามารถจ่ายไฟให้กับตัวการ์ดอยู่แล้ว 75W ส่วนหัว 6 พินนั้นจะจ่ายไฟให้อีก 75W และแบบ 8 พินนั้นก็จะจ่ายให้อีก 150W รวมทั้งหมดเป็น 300W พอดี (แต่ในความเป็นจริงอาจมากกว่านั้นเล็กน้อย)
ภาพบนจะเห็นว่าสามารถต่อการ์ด 5970 เพิ่มได้อีกหนึ่งตัว โดยเชื่อมผ่านทาง Crossfire Bridge
พอร์ตด้านหลังมีมาให้ทั้งหมด 3 พอร์ต 2 ชนิดด้วยกันคือ DVI 2 ช่อง และ mini-Display Port มาให้ ที่ต้องเป็นแบบ mini ก็เพราะว่าขนาดธรรมดามันใหญ่เกินไปนั่นเองครับ แต่ไม่ต้องห่วงเพราะว่าในตัวกล่องยังแถมตัว Converter มาให้ด้วยครับ ตามภาพล่าง
ของที่แถมมาให้ในกล่องครับ เป็นแบบประหยัดๆ ได้แก่ mini-Display Port Converter, DVI-HDMI Converter, Crossfire Bridge และแผ่นไดรเวอร์
Spec Test
ภาพบรรยากาศในการทดสอบ (ตัวการ์ดยาวจริงๆ ครับ)
CPU: Intel Core i7 Extreme 965 @ 3.2GHz – Turbo Boost Disabled
Mainboard: Gigabyte EX58-UD4P
Graphic Card: Manli Radeon HD5970 2GB GDDR5 with Catalyst 10.3
RAM: 6GB DDR3 Tripple Channel
Power Supply Unit: Thermaltake Toughpower 750W
OS: Windows 7 Ultimate x64
Performance Test
3DMark 2006
3DMark Vantage
S.T.A.L.K.E.R.: Call of Pripyat Benchmark Program
สำหรับผลการทดสอบกับโปรแกรม 3D Benchmark เบื้องต้นนั้นก็คงไม่ต้องกล่าวอะไรกันให้มากความ อันเนื่องมาจากผลคะแนนที่ได้นั้นมากที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมาเลยครับ อย่างเช่น 3DMark 2006 นั้นก็สามารถทำคะแนนไปได้ทะลุสองหมื่นแต้มไปเป็นที่เรียบร้อย ในขณะที่ 3DMark Vantage ที่โหมด High Preset สุดโหดก็ทำคะแนนไปได้ถึงหมื่นปลายๆ ซึ่งก็พอเพียงกับการเล่นเกม 3D หนักๆ ไปได้อีกหลายปี และสำหรับ S.T.A.L.K.E.R. นั้นก็เช่นเดียวกันที่สามารถทำคะแนนเฉลี่ยที่ระดับการเรนเดอร์สูงสุดทะลุหลักร้อยเป็นที่เรียบร้อย จะยกเว้นที่แต่ฉาก SunShafts ที่รู้กันโดยทั่วไปว่าโหดมาก แต่ก็ยังสามารถทำคะแนนไปได้ถึง 70 กว่าเฟรมต่อวินาที ซึ่งก็มากที่สุดเท่าที่เคยเห็นมาเช่นเดียวกัน
Crysis Warhead
Far Cry 2
Just Cause 2
Metro 2033
Resident Evil 5
รับชมผลการทดสอบที่ได้จากโปรแกรม Benchmark กันไปแล้วก็มาที่การเล่นเกมจริงๆ กันบ้าง โดยรายละเอียดที่ได้ปรับใช้สำหรับการทดสอบนั้นผมก็ได้ระบุไว้ในกราฟเรียบร้อยแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่แล้วก็ปรับไปชนิดที่เรียกว่าสูงสุดแบบสุดๆ กันแล้ว ค่าเฟรมเรทที่ออกมาก็ไม่มีคำว่าผิดหวังสำหรับการ์ดในระดับนี้ เริ่มจาก Crysis Warhead ก็สามารถทำค่าเฉลี่ยทะลุ 50 เฟรมไปได้เป็นที่เรียบร้อย ส่วน Far Cry 2 นั้นก็ไม่ต้องพูดถึงเพราะค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 80 เฟรมซึ่งก็ลื่นกันแบบสุดๆ ส่วนกับเกมแนว Open World เกมใหม่อย่าง Just Cause 2 ที่รู้กันว่ามีกราฟฟิกที่สวยงาม และบริโภคกำลังเครื่องอย่างมากนั้น การ์ดตัวนี้ก็สามารถกำราบได้อย่างอยู่หมัด จะมีก็แต่ Metro 2033 เท่านั้นที่เวลาเล่นอาจออกอาการกระตุกให้เห็นบ้าง เวลาเจอฉากที่มีสภาพแสงแบบพลวัติซับซ้อน เช่นแสงไฟส่องทะลุหน้าต่างเข้ามา (หลักการคล้ายกันกับฉาก SunShafts ใน S.T.A.L.K.E.R.) แล้วมองเห็นฝุ่นผงปลิวไปตามแรงลม ซึ่งเอ็ฟเฟ็คเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้แหละครับกินเครื่องดีนักแล แต่โดยรวมแล้วเวลาเล่นเกมก็ไม่ได้รู้สึกสะดุดจนน่ารำคาญมากนัก สุดท้ายกับเกมยอดนิยม Resident Evil 5 ซึ่งก็สามารถทำค่าเฟรมรมเฉลี่ยทะลุหลักร้อยไปได้อย่างสบายๆ ทั้งการเรนเดอร์แบบ DirectX 9.0C และ 10
Tessellation
สำหรับการทดสอบในส่วนนี้นั้นเป็นของใหม่ที่ผมจะใช้กับการทดสอบกราฟฟิกการ์ดที่รองรับ DirectX 11 และ Tessellation ทุกการ์ดที่ได้รับมาทดสอบจากทั้งสองค่าย โดยกราฟฟิกการ์ดของ ATI ที่รองรับคุณสมบัติดังกล่าวก็คือซีรีย์ 5000 ส่วนของ NVIDIA นั้นก็เป็นซีรีย์ 400 ที่ต้องขอแยกออกมานั้นก็เนื่องจาก Tessellation เป็นคุณสมบัติที่เรียกได้ว่าสามารถปฏิวัติการเรนเดอร์ภาพสามมิติภายในเกมให้ได้มีความใกล้เคียงกับภาพยนตร์ CG เข้าไปทุกทีๆ และบริโภคทรัพยากรของกราฟฟิกการ์ดแบบสุดๆ ตลอดจนทั้ง ATI และ NVIDIA นั้นต่างก็ใช้คุณสมบัติตรงนี้เป็นจุดขายของตนเป็นหลัก
แต่ Tessellation คืออะไรกันล่ะ? อธิบายง่ายๆ ก็คือเป็นกระบวนการเพิ่มรายละเอียดของวัตถุสามมิติภายในฉากในระดับ Real-Time นั่นเอง หรือพูดอีกนัยหนึ่งนั่นก็คือมันเป็นการเพิ่มจำนวนโพลีกอนให้กับวัตถุสามมิติในฉากโดยใช้กระบวนการแบ่งพื้นผิวของวัตถุให้เป็นโพลิกอนย่อยๆ รูปสามหรือสี่เหลี่ยม ซึ่งเป็นลักษณะรูปทรงของโพลิกอนที่ฮาร์ดแวร์คอมพิวเตอร์สามารถประมวลผลได้ง่าย และด้วยความที่คุณสมบัติ Tessellation ติดมากับ DirectX 11 นั้นจึงทำให้ผู้พัฒนาเกมสามารถนำไปใช้งานได้อย่างสะดวก โดยไม่ต้องเสียเวลามากมายกับการเรียนรู้ API ใหม่ และยังไม่ต้องกังวลด้วยว่าพอทำออกมาแล้วจะใช้ได้กับกราฟฟิกการ์ดจากค่ายใดค่ายหนึ่งหรือไม่ เนื่องด้วย DirectX นั้นเป็น API กลางที่ไม่ว่ากราฟฟิกการ์ดจากค่ายใดก็สามารถนำคุณสมบัตินี้ไปใช้งานได้ครับ
Unigine Heaven Benchmark 2.0
ภายในตัว Unigine Heaven 2.0 นั้นอนุญาตให้ผู้ใช้งานสามารถปรับระดับของการใช้ Tessellation ได้ 4 ระดับด้วยกันคือ off, moderate, normal และ extreme แต่ในการทดสอบนั้นผมจะใช้ normal กับ extreme เพื่อเปรียบเทียบกัน
จากผลการทดสอบนั้นจะเห็นว่าความต่างระหว่างระดับ Extreme และ Normal นั้นมีค่อยข้างมากถึง 20 กว่าเฟรมเลยทีเดียว
Stone Giant Demo
โปรแกรมตัวที่สองและตัวสุดท้ายที่จะใช้ในการทดสอบ Tessellation ภายใน DirectX 11 นั่นก็คือ Stone Giant Demo ครับ ซึ่งเป็น Tech Demo ที่ได้รับการพัมนาโดยสองบริษัทสัญชาติสวีเดนคือ BitSquid และ Fatshark ซึ่งตัวโปรแกรมมีคุณสมบัติเด่นๆ ดังนี้
• Highly parallel, data oriented design
• Support for all new DX11 GPUs, including the NVIDIA GeForce GTX 400 Series and AMD Radeon 5000 series
• Compute Shader 5 based depth of field effects
• Dynamic level of detail through displacement map tessellation
• Stereoscopic 3D support for NVIDIA 3dVision
แต่ที่ทาง BitSquid เน้นย้ำเป็นพิเศษภายในตัว Tech Demo นี้ก็คือ Tessellation นั่นเอง โดยวัตถุแทบทุกชิ้นภายในตัว Tech Demo ตัวนี้จะได้รับการ tessellate เกือบทั้งหมด ผลที่ได้ก็คือภาพกราฟฟิกที่มีความสวยงามสมจริง แต่ก็บริโภคทรัพยากรเครื่องมากเหมือนกัน

เช่นเคยนะครับที่ผมจะทดสอบด้วยกันสองโหมดคือ Medium และ High Tessellation สำหรับผลการทดสอบนั้นก็อยู่ในตารางด้านบนแล้ว โดยจะเห็นว่าเมื่อมีการเปิด Tessellation เป็นแบบ High แล้วค่าเฟรมเรทเฉลี่ยลดลงมา 20 กว่าเฟรมเลยทีเดียว แต่ยังไม่มีผลต่อค่า Minimum FPS ครับ
Compute
ส่วนนี้ก็เป็นอีกหนึ่งในการทดสอบที่จะเพิ่มเข้ามา โดยจะเน้นไปที่การทดสอบ Compute หรือการให้จีพียูประมวลผลแอพพลิเคชั่นต่างๆ แทนที่ (หรือช่วย) ซีพียูนั่นเอง ซึ่งลักษณะการทำงานแบบนี้มีชื่อเรียกเต็มๆ ว่า General-purpose computing on graphics processing units (GPGPU) โดยแต่เดิมนั้นเรามักจะรับรู้กันว่าชิพกราฟฟิกมีไว้ใช้สำหรับประมวลผลเกี่ยวกับกราฟฟิกเท่านั้น แต่ด้วยแนวคิด GPGPU นี้จะช่วยให้โปรแกรมเมอร์เขียนคำสั่งในการเรียกใช้ชิพจีพียูในการคำนวณด้านอื่นๆ ที่ไม่ใช่กราฟฟิกได้ด้วย
แต่ข้อเสียของเทคนิค GPGPU มีอยู่ว่าแอพพลิเคชั่นที่มักจะเรียกใช้ความสามารถตรงนี้ส่วนใหญ่จะเป็นในระดับองค์กรใหญ่ๆ เท่านั้น ส่วนในระดับผู้บริโภคอย่างเราๆ ท่านๆ ก็มักจะไม่ได้ใช้คุณสมบัติตรงจุดนี้กันเท่าไรด้วยเหตุผลหลักสองประการ อันแรกคือมีผู้พัฒนาโปรแกรมน้อยรายที่สนใจจะนำคุณสมบัตินี้ไปใช้งานเนื่องจากผู้บริโภคทั่วไปไม่มีความจำเป็นในการใช้กำลังของระบบในการคำนวณอะไรมากมายอยู่แล้ว และอันดับสองคือไม่มี API ที่เป็นมาตรฐาน (NVIDIA มี CUDA ส่วน ATI มี Stream เป็นต้น) ต่างฝ่ายต่างแย่งลูกค้ากันไปแถมยังสร้างความสับสนให้กับผู้พัฒนาโปรแกรมอีกด้วย (เพราะไม่รู้จะอยู่สีไหนดี) แต่ด้วยการมาถึงของ OpenCL และ DirectCompute ที่มีอยู่ใน DirectX 11 นั้นก็ช่วยให้ปัญหาข้อสองคลี่คลายไปได้บ้าง เนื่องจากเป็นมาตรฐานกลางที่กราฟฟิกการ์ดรุ่นใหม่ไม่ว่าจะค่ายไหนต่างก็รองรับทั้งสิ้นเพราะฉะนั้นแล้วการทดสอบในส่วนนี้ผมจะแยกย่อยเป็น OpenCL และ DirectCompute นะครับ
OpenCL
สำหรับการวัดประสิทธิภาพของ OpenCL นั้นผมจะใช้ GPU Caps Viewer utility ในการทดสอบ โดยภาพที่เห็นด้านล่างนั้นเจ้าโดนัทสีแดงจะได้รับการวาดขึ้นรูปโดยใช้ OpenGL และถัดมาจะเป็นหน้าที่ของ OpenCL shader ที่จะลงรายละเอียด post-processing ตามไปอีกทีหนึ่ง
จากภาพจะเห็นว่าค่า FPS ที่ได้จาก Radeon HD5850 และ 5970 นั้นไม่มีความแตกต่างกันมากนัก อาจเป็นเพาะว่าตัวโปรแกรมยังไม่สามารถเรียกใช้ความสามารถของจีพียูหลายตัวได้อย่างเต็มที
DirectCompute
DirectCompute นั้นก็เป็นอีกหนึ่ง API ที่น่าสนใจที่ติดมากับ DirectX 11 ด้วย ซึ่งจะอนุญาตให้ผู้พัฒนาโปรแกรมสามารถใช้ประโยชน์ของจีพียูหลายๆ แกนที่มีอยู่ในชิพกราฟฟิกในการประมวลผลต่างๆ ได้นอกเหนือจากกราฟฟิกเช่น การเล่นวิดีโอความละเอียดสูง หรือการเข้ารหัสวิดีโอประสิทธิภาพสูงให้มีความรวดเร็วขึ้น
ส่วนผู้ที่มีกราฟฟิกการ์ดไว้สำหรับเล่นเกมอย่างเดียวก็จะได้รับประโยชน์จาก DirectCompute นี้เช่นเดียวกัน (ถ้าผู้พัฒนาเกมเลือกที่จะใช้) เข่นรายละเอียดของหมอกจางๆ และควันที่จะมีความสมจริงมากขึ้น, ลูกเล่น DOF ภายในเกม รวมทั้งรายละเอียดทางด้านฟิสิกส์, ระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ดีขึ้น แต่กินแรงซีพียูน้อยลง เป็นต้น
สำหรับการวัดประสิทธิภาพของ DirectCompute นั้นผมจะใช้ ComputeMark ในการทดสอบคะแนนที่ได้จะเป็นอย่างไรดูได้ที่ภาพล่างเลยครับ
หลายๆ ท่านอาจดูๆ ไปแล้วงงว่า อืม.. คะแนนที่ได้... แล้วไง? คือเนื่องจากนี่เป็นการลองทดสอบกับโปรแกรมนี้เป็นครั้งแรกครับเนื่องจากตัวโปรแกรมเพิ่งจะออกมา แต่ในการทดสอบคราวถัดๆ ไปนั้นผมจะมีกราฟเปรียบเทียบกับชิพตัวอื่นๆ ให้ดูแน่นอน
HD Video Playback
Up (2009) - 1080p
กินกำลังซีพียูไปเพียง 1%
สำหรับการทดสอบการเล่นไฟล์วิดีโอแบบ HD นั้นก็เช่นเดิมที่ผมใช้โปรแกรม Media Player Classic Homecinema ซึ่งมีคุณสมบัติการเรียกใช้ DXVA เพื่อให้กราฟฟิกการ์ดช่วยในการประมวลผลภาพได้ โดยผลการทดสอบกับไฟล์ภาพยนตร์ .mkv ความละเอียด 1080p เรื่อง Up (2009) นั้นก็เห็นกันแล้วนะครับว่าซีพียูนั้นทำงานเพียง 1% เท่านั้น
Temperature
สำหรับการวัดอุณหภูมิของการ์ดก็เช่นเคยที่ผมใช้ Furmark ในการทดสอบซึ่งก็เห็นกันแล้วว่าอุณหภูมิที่ได้นั้นร้อนเอามากๆ เลยที โดยในขณะ idle นั้นอยู่ที่ 66 องศาเซลเซียส และ Full Load นั้นจะแกว่งๆ ระหว่าง 84 – 86 องศาแต่ก็ไม่มากไปกว่านี้ ด้วยอุณหภูมิระดับนี้ใครที่สนใจจะซื้อการ์ดตัวนี้ไปใช้งานก็ต้องไม่ลืมที่จะจัดการกับระบบระบายอากาศภายในเคสให้ดีๆ นะครับ
สรุป
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า Manli Radeon HD5970 ตัวนี้นั้นเป็นหนึ่งในกราฟฟิกการ์ดที่ทรงพลังที่สุดในสามโลกแล้ว ณ ปัจจุบัน ด้วยขุมพลังจากชิพ RV870 ที่ใช้ใน Radeon HD5870 ด้วยกันถึง 2 ตัวที่ควบมาพร้อมกับแรม GDDR5 2GB นั้นก็แรงพอที่จะรองรับเกมใหม่ๆ ที่จะออกมาในปี 2010/2011/2012 หรือจนกว่าจะมี DirectX 12 ออกมาได้อย่างสบายๆ มาก
แต่เหรียญมักมีสองด้านเสมอ ฉันใดก็ฉันนั้นการ์ดตัวนี้ก็มีข้อที่ควรระวังอยู่บ้างเช่นขนาดของตัวการ์ดที่มีความยาวร่วมหนึ่งไม้บรรทัด (12 นิ้ว) ฉะนั้นแล้วใครที่มีเคสแบบ Medium Tower ก็อาจลำบากหน่อย ประการที่สองคือการ์ดมีความร้อนสูงมากถึงขนาดที่นิ้วของท่านอาจพองได้ง่ายๆ ถ้าเผลอเอามือไปจับ รวมทั้งการใช้พลังงานที่สูงมากเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นคงต้องเตรียม Power Supply ที่กำลังวัตต์สูงๆ ไว้ อย่างที่ผมใช้ทดสอบก็อยู่ที่ 750W นั้นก็ไม่มีอาการผิดปกติใดๆ และสุดท้ายคือในด้านของราคาครับ ด้วยค่าตัวที่สูงราวสองหมื่นต้นๆ นั้นก็คงทำให้หลายๆ คนคิดเหมือนกันว่าจะคุ้มค่าหรือไม่ถ้าจะซื้อมาใช้งาน
สำหรับในด้านของความคุ้มค่านั้นมันก็มองได้หลายแง่เหมือนกัน ประการแรกคือต้องดูก่อนว่าท่านมีความต้องการการ์ดในระดับนี้จริงหรือ ซึ่งสังเกตดูได้เลยนะครับว่าในการทดสอบกับเกมและโปรแกรมนั้นผมจะใช้ความละเอียดหน้าจอสูงสุดเสมอที่ระดับ Full HD (1920x1080) เพื่อให้การ์ดตัวนี้แสดงศักยภาพของมันมาได้อย่างสูงสุด เพราะฉะนั้นแล้วถ้าท่านไม่มีจอภาพที่รองรับความละเอียดนี้หรือสูงกว่านี้แล้วละก็การ์ดตัวนี้อาจไม่คุ้มค่านัก แต่ถ้าท่านมีจอภาพแบบไฮเอนด์ที่รองรับความละเอียดที่สูงมากเช่นเดียวกับที่ผมใช้ หรือสูงกว่านี้เช่นจอ Dell U2711 ขนาด 27 นิ้วที่มีความละเอียดสูงถึง 2560x1440 พิกเซลนั้นการ์ดตัวนี้ก็เหมาะสำหรับท่าน พร้อมทั้งเวลาใช้งานจริงก็ยังสามารถเปิดลูกเล่นเพิ่มเติมได้อย่างมากมายเข่น Anti-Aliasing หรือ Anisotropic Filtering หนักๆ ก็ยังไหว คุ้มหรือไม่คุ้มค่าก็อยู่ที่ระดับความต้องการของท่านแล้วล่ะครับ
เรื่อง: falcon_mach_v
www.i3.in.th
ราคาโดยประมาณ : 22,000 - 23,000 บาท
ผู้ผลิต :
Manli Technology Group Ltd.
ตัวแทนจำหน่าย:
บริษัท Alliance & Link Corporation (ALC) โทร. 0-2685-8811
ขอขอบคุณ:
บริษัท Alliance & Link Corporation (ALC) โทร. 0-2685-8811
http://diy.alinkcorp.com
